Rc Servo ความรู้พื้นฐานในการใช้งานเซอร์โว

พิมพ์

 intro

      อย่างที่เราพอจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าหลักการทำงานของ Rc servo คือการเปลี่ยนคำสั่งที่เป็นสัญญาณไฟฟ้าจากรีซีฟเวอร์ให้เป็นการเคลื่อนที่ของแขนเซอร์โว ซึ่งโดยปรกติแล้วสายสัญญาณของเซอร์โวจะเสียบไว้ที่ช่องใดช่องหนึ่งของรีซีฟเพื่อใช้บังคับส่วนต่างๆของเครื่องบิน ดังนั้นแล้วการเคลื่อนที่ ของเซอร์โวจึงขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของสติ๊กที่ตัววิทยุนั่นเอง

องค์ประกอบพื้นฐานของเซอร์โว


     servo-parts

    องค์ประกอบหลักของเซอร์โวโดยทั่วไปแล้วจะมีส่วนประกอบหลักดังนี้คือ
1.Servo Case ซึ่งส่วนใหญ่จะทำมาจากพลาสติก
2.Motor ซึ่งเป็นส่วนให้กำลังในการหมุนของเซอร์โว
3.Control Circuit มีหน้าที่ในการถอดรหัสสัญญาณควบคุมจากรีซีฟซึ่งส่งมาเป็นแบบ PWM และส่งการควบคุมไปสั่งการทำงานของมอเตอร์ให้หมุนแขนของเซอร์โวให้อยู่ในตำแหน่งที่ได้ถอดรหัสมา
4.Potentiometer คือส่วนที่ตรวจวัดตำแหน่งของเซอร์โวและส่งสัญญาณกลับไปยัง Control Circuit เพื่อแก้ใขตำแหน่งให้ถูกต้องตามสัญญาณที่ได้เซ็ตไว้
5.Drive Gear คือชุดทดรอบจากการหมุนของมอเตอร์เพื่อให้ได้แรงบิดที่สูง
6.Output Spline คือส่วนที่ปัองกันการเสียดสีระหว่าง Servo Case และ Output shaft ซึ่งอาจใช้อุปกรณ์ประเภท Baring เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานที่ดี
7.Servo wire คือสายไฟของเซอร์โวซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 
   สายไฟของเซอร์โวจะมีอยู่สามเส้นซึ่งจะติดเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งจะมีหน้าที่คือ

เส้นที่ 1 จ่ายไฟกระแส + DC ซึ่งแรงดันปรกติจะอยู่ที่ 5-6 โวลท์

เส้นที่ 2 เป็นสาย Ground หรือเป็นขั้ว – DC

เส้นที่ 3 เป็นสายสัญญาณ โดยที่รีซีฟจะส่งสัญญาณลักษณะ on/off pulsed

hitec_servo_b
diagram

   ตามภาพด้านบนซึ่งแสดงระบบการทำงานของเซอร์โวโดยที่รีซีฟจะส่งสัญญาณการควบคุมตำแหน่งของเซอร์โวไปยังส่วน Control Circuit ของเซอร์โวโดยสัญญาณที่ส่งมาจะเป็นสัญญาณแบบ PWM(Pule Width Modulation) จากนั้น Control Circuit จะถอดรหัสสัญญาณ PWM ที่ได้ให้เป็นตำแหน่งของเซอร์โวที่ถูกต้องโดยเปรียบเทียบค่าตำแหน่งปัจจุบันกับสัญญาณกลับจาก Potentiometer แล้วจึงส่งแรงดันไฟฟ้าไปยังมอเตอร์ให้ไปหมุนไปในทิศทางที่จะทำให้ตำแหน่งของ Potentiometer มีค่าที่ถูกต้องเท่ากับค่าที่ได้ถอดรหัสมา ซึ่งขณะที่มอเตอร์หมุนก็จะมีเฟืองที่ไปต่อกับแกนของ Potentiometer(ปรกติจะอยู่ในแกนเดียวกับ output shaft) ด้วยดังนั้นกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆจนกว่าค่าของ Potentiometer จะมีค่าเท่ากับการถอดรหัสสัญญาณที่ได้รับมาจากรีซีฟการทำงานของมอเตอร์จึงจะหยุด แต่กระบวนการทำงานของ Control Circuit จะยังทำงานอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่หากค่าของ Potentiometer มีค่าเท่ากับสัญญาณที่ถอดรหัสมาจากรีซีฟแล้วก็จะไม่มีการส่งแรงดันไฟฟ้าไปยังมอเตอร์(ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสติ๊กที่รีโมท) ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่าการอัพเดทสัญญาณโดยมีความเร็วที่ 50 ครั้งต่อหนึ่งวินาที เราจึงเห็นเป็นการเคลื่อนที่ของเซอร์โว

ขนาดของเซอร์โว

    small servoline
  โดยปรกติขนาดของเซอร์โวจะมีอยู่ด้วยกัน
3 ขนาด คือ micro, standard และ giant หรือ 1/4 scale เพื่อที่จะให้ครอบคลุมการใช้งานของเครื่องบินบังคับวิทยุ ซึ่งมีการใช้งานที่แตกต่างกันไปแต่ในปัจจุบันก็ได้มีเซอร์โวที่มีขนาดที่หลากหลายเพื่อครอบคุมการใช้งานมากขึ้น

Speed และ Torque Ratings

  นอกเหนือจากขนาดภายนอกของเซอร์โวที่เราต้องพิจารณาในการใช้งานแล้วยังมีคุณลักษณะที่เราต้องพิจารณาอีกก็คือ speed(ความเร็ว) และ Torque (แรงบิด)

    Speed การวัดความเร็วของเซอร์โวก็คือเวลาที่เซอร์โวใช้ต่อองศาในการหมุนค่าหนึ่ง ซึ่งมุมมาตรฐานที่ใช้วัดกันทั่วไปคือ 60 องศา จึงกล่าวได้ว่า ความเร็วของเซอร์โวก็คือ เวลาที่ใช้ในการหมุนแขนของเซอร์โวไปจากตำแหน่งเดิมเป็นมุม 60 องศา ดังนั้น ตัวเลขเวลาที่มีค่าน้อยเท่าไหร่ หมายถึงเซอร์โวยิ่งมีความเร็วมากขึ้นเท่านั้น
    ยกตัวอย่างเช่น เซอร์โวตัวหนึ่งมีความเร็ว 0.12 sec/60° ซึ่งหมายถึงเซอร์โวตัวนี้ใช้เวลา 0.12 วินาที ในการหมุนแขนของเซอร์โวเป็นมุม 60 องศา ซึ่งถือว่าเป็นมีความเร็วเป็นสองเท่าของความเร็วของเซอร์โวมาตรฐานซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 0.24 sec/60° แต่สำหรับเซอร์โวที่ใช้ควบคุมหางของเฮลิคอปเตอร์วิทยุบังคับแล้วอาจต้องใช้เซอร์โวที่มีความเร็วที่มากขึ้นเช่น 0.06 sec/60°

   Torque แรงบิด หมายถึง แรงที่แขนของเซอร์โวสามารถกระทำได้ ซึ่งแรงนี้วัดกันในหน่วยของ ออนซ์ ต่อ นิ้ว(oz-in) หรือ กิโลกรัม ต่อ เซนติเมตร (kg-cm) ซึ่งตัวเลขที่มากหมายถึงแรงที่ที่เซอร์โวสามารถฉุดหรือผลักได้ โดยที่ standard servo แรงบิดจะอยู่ที่ประมาณ 40 oz-in สำหรับเซอร์โวประเภทแรงบิดสูง(high torque) อาจมีแรงบิดสูงถึง 200 oz-in  แล้ว 40 ounce-inches หมายถึงอะไร หมายถึง ถ้าแขนของเซอร์โวมีความยาวหนึ่งนิ้วจะมีแรงดึงหรือแรงฉุดขนาด 40 ounces ก่อนที่เซอร์โวจะมาสามรถหมุนได้อีก(Stalling) ดังนั้นหากแขนของเซอร์โวมีความยาก ½ นิ้ว ก็จะสามารถดึงหรือฉุดได้ 80 ounces และ หากแขนของเซอร์โวยาว 2 นิ้ว ก็จะสามารถฉุดหรือดึงได้ 20 ounces ตามหลักการคำนวนโมเมนต์
    ความเร็วและแรงบิดของเซอร์โวจะมีค่าต่างกันเมื่อจ่ายแรงดันไฟฟ้าที่ต่างกันให้กับรีซีฟ โดยทั่วไปจะมีอยู่ 2 ค่าคือ 4.8 โวลท์ และ 6.0 โวลท์ ซึ่งจะได้มาจากการจ่ายแรงดันไฟฟ้าของ BEC’s หรือ อุปกรณ์ปรับแรงดันไฟฟ้า(voltage regulator) และแน่นอนอยู่แล้วว่าแรงดันไฟฟ้าสูงกว่าย่อมให้ ความเร็วและแรงบิดที่สูงกว่า จึงได้มีเซอร์โวที่รองรับแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 8.6 volts ซึ่งให้ ความเร็วและแรงบิดที่สูงมาก ทั้งยังสามารถรับแรงดันไฟฟ้าจากแบ็ต 2S Lipo ได้โดยไม่ต้องมีวงจรปรับแรงดันไฟฟ้าและแน่นอนว่ารีซีฟก็ต้องสามารถรองรับแรงดันไฟฟ้านี้ได้ด้วยซึ่งรีซีฟระบบ 2.4 GhZ ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็สามารถรองรับได้
   ส่วนองค์ประกอบที่ทำให้ต้องจำกัดของแรงดันไฟฟ้าสำหรับเฮลิคอปเตอร์ที่นอกเหนือจากเครื่องบินคือ ไจโร(Gyro) และ Gyro servo ซึ่งส่วนมากจะออกแบบมาให้ทำงานกับแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 5 โวลท์ แต่แนวโน้มในปัจจุบันก็ได้มีการผลิต Gyro ที่สามารถทำงานได้กับแรงดันไฟฟ้าที่สูงขึ้น

Digital Servos กับ Analog Servo

frequency 

   ในสมัยยุคแรกของการเล่นเครื่องบินบังคับวิทยุ เซอร์โวในยุคนั้นยังมีเฉพาะระบบสัญญาณอนาล็อกเท่านั้นแต่ปัจจุบันได้มีเซอร์โวในระบบสัญญาณดิจิตอลเกิดขึ้น เพื่อที่จะหาว่าระบบไหนมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ระบบไหนจะดีกว่ากัน ลองมาดูการทำงานของแต่ละระบบกันก่อน
   ถ้ามองเฉพาะลักษณะภายนอกและองค์ประกอบหลักแล้วแทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย ทั้ง servo case, motor, gears และ แม้แต่ feed back potentiometer ก็ยังเป็นแบบเดียวกันทั้งสองระบบ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวของทั้งสองระบบนี้คือรูปแบบการแปลสัญญาณที่ได้จากรีซีฟเวอร์และการส่งต่อสัญญาณนั้นไปสั่งการทำงานให้มอเตอร์ของเซอร์โวหมุน

Analog Servo Operation

   HS-65HB-1ds 
   อนาล็อกเซอร์โวควบคุมความเร็วในการหมุนของมอเตอร์โดยการเปิดและปิดแรงดันไฟฟ้าที่ได้จากสัญญาณ ซึ่งที่จริงแล้วแรงดันไฟฟ้า(ได้จาก รีซีฟเวอร์
,วงจรลดแรงดันไฟฟ้า, หรือBEC โดยที่แรงดันอยู่ที่ 4.8-6.0 โวลท์)ที่ป้อนให้เซอร์โวนั้นมีค่าคงที่

   ในการเปิดและปิดแรงดันไฟฟ้านี้โดยมาตรฐานแล้วมีความเร็วอยู่ที่ 50 รอบต่อวินาที ยิ่งความกว้างของคลื่นสัญญาณ(pulse)มีความกว้างเท่าไหร่มอเตอร์ก็จะมีความเร็วและแรงบิดมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับการควบคุมความเร็วของวงจรควบคุมมอเตอร์(ESC) ซึ่งความเร็วในการในการอัพเดทสัญญาณที่ 50 รอบต่อวินาทีนั้นเท่ากับมีการอัพเดทสัญญาณ ทุกๆ 20 miliseconds ซึ่งยังไม่เร็วพอที่จะทำให้มอเตอร์มีการตอบสนองได้ดีพอและมอเตอร์ก็ยังไม่สามารถสร้างแรงบิดได้เพียงพอในการอัพเดทสัญญาณในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของเซอร์โวในระบบอนาล็อกคือไม่สามารถตอบสนองต่อสัญญาณได้เร็วพอหรือสร้างแรงบิดได้ดีพอเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาณควบคุมเพียงเล็กน้อยหรือเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทำให้ให้ตำแหน่งของเซอร์โวเลื่อนไปจากตำแหน่งที่เซ็ตไว้  พื้นที่มีการตอบสนองของเซอร์โวทั้งความเร็วแรงบิดที่ช้าเราเรียกว่า deadband
   เครื่องบินบังคับวิทยุบางประเภทโดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์ต้องการการตอบสนองของในการเคลื่อนที่ของเซอร์โวที่เร็วมากแม้จะเป็นการขยับสติ๊กเพียงเล็กน้อยก็ตามเนื่องจากเป็นการบังคับของระบบโรเตอร์(ทั้งโรเตอร์หลักและโรเตอร์หาง)ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็มีผลต่อการเคลื่อนที่ของเฮลิคอปเตอร์เป็นอย่างมากและภาระกรรมที่ระบบโรเตอร์รับไว้ก็พยายามที่จะผลักหรือฉุดเซอร์โวให้ออกจากตำแหน่งที่ควบคุมไว้ตลอดเวลา และยิ่งไปกว่านั้นทั้งระบบ heading hold gyros หรือ ระบบ electronic flybarless systems ต่างก็ส่งสัญญาณนับ ร้อยครั้งต่อวินาทีเพื่อที่จะแกไขตำแหน่งที่เปลี่ยนไปของระบบ
   เรื่องของ deadband และการตอบสนองที่ช้าของระบบเซอร์โวแบบอนาล็อกไม่ใช่ปัญหาสำคัญกับระบบการรับรู้ของมนุษย์เนื่องจากว่าการตอบสนองนี้ยังมีความเร็วที่เพียงพอที่เราไม่สามารถรู้สึกได้หรือเป็นปัญหาต่อการควบคุม แต่ที่ต้องให้ควบสำคัญคือเมื่อเราต้องเกี่ยวข้องกับระบบไจโร, ระบบ electronic flybarless  หรือเครื่องบินประเภทผาดแผลงต่างๆ(3D)ซึ่งต้องการเซอร์โวที่มีการตอบสนองที่เร็วและสร้างแรงบิดได้เพียงพอ

Digital RC Servo Operation

    digital_servo
    อย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่าระหว่างเซอร์โวระบบอนาล็อกและระบบดิจิตอลแทบจะเหมือนกันทุกประการแม้กระทั้งสายไฟทั้งสามเส้นที่ต่อจากรีซีฟเวอร์ก็มีลักษณะเหมือนกันแต่สิ่งที่ต่างกันก็คือการแปลสัญญาณที่ส่งมาจากรีซีฟเวอร์แล้วส่งไปยังมอเตอร์ของเซอร์โวเท่านั้น

   โดยที่เซอร์โวระบบดิจิตอลจะมีไมโครโปรเซสเซอร์ที่อยู่ภายในตัวเซอร์โวซึ่งทำหน้าที่แปลสัญญาณที่ส่งมาจากรีซีฟและส่งเป็นสัญญาณแรงดันไฟฟ้าที่ความถี่สูงไปยังเซอร์โวมอเตอร์ แทนที่จะเป็น 50 ครั้งต่อวินาทีเหมือนเช่นระบบอนาล็อก แต่ในระบบดิจิตอลนี้มีความถี่ในการอัพเดทสัญญาณสูงถึง 300 ครั้งต่อวินาทีซึ่งแน่นอนว่าคลื่นจะมีความยาวที่สั้นลงแต่สิ่งที่ได้คือความเร็วของมอเตอร์ที่ตอบสนองได้เร็วขึ้นอีกทั้งการให้แรงบิดที่คงที่อีกด้วย
   ในบางครั้งเราอาจจะแปลกใจว่าทำไมเซอร์โวระบบดิจิตอลถึงมีเสียงแปลกๆเมื่อมีแรงมากระทำบนแขนของเซอร์โว สิ่งที่เราได้ยินนั้นคือเสียงของคลื่นแรงดันไฟฟ้าความถี่สูงที่ส่งไปยังมอเตอร์เพื่อต้านแรงที่มากระทำ
   ดังนั้ผลลัพธ์ที่ได้คือเซอร์โวมีขนาดของ Deadband ที่เล็กลง, มีการตอบสนองที่เร็วขึ้น, มีอัตราเร่งที่ราบเรียบขึ้น และ มีรักษากำลังที่ดีขึ้นด้วย

    เราลองทดสอบได้ง่ายๆคือ ลองนำเซอร์โวทั้งสองระบบมาต่อเข้ากับรีซีฟเวอร์(ที่มีไฟเลี้ยงอยู่)ตัวเดียวกันแล้วพยายามดันแขนของเซอร์โวทั้งสองตัวจากตำแหน่งที่มันอยู่ปรกติ ข้อแตกต่างก็คือเมื่อขยับแขนของเซอร์โวระบบอนาล็อกแขนของเซอร์โวจะขยับได้เล็กน้อยก่อนที่จะกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมทำให้เรารู้สึกเหมือนมันสามารถดูดซับแรงได้  แต่สำหรับเซอร์โวระบบดิจิตอลเมื่อเราพยายามขยับแขนของเซอร์โวจะรู้สึกเหมือนกับว่าแขนของเซอร์โวถูกติดกาวไว้กับตัวเคสของเซอร์โวซึ่งนั่นคือการตอบสนองที่รวดเร็วและสามารถรักษาแรงบิดไว้ได้อย่างดี แต่อย่างไรก็ดีสำหรับเซอร์โวระบบดิจิตอลไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีอย่างเดียวเพราะสิ่งที่ตามมาสำหรับการตอบสนองที่ความถี่สูงก็คือ การกินกระแสไฟฟ้าที่มากขึ้น”  กล่าวก็คือเซอร์โวระบบดิจิตอลใช้กำลังไฟฟ้ามากกว่าเซอร์โวระบบอนาล็อก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นักในเมื่อปัจจุบันเรามีแบ็ตเตอรี่ที่พัฒนาไปมากจนมีความจุที่มากกว่าแบ็ตเตอรี่ในอดีตหลายเท่า
   ในปัจจุบันเทคโนโลยีของเซอร์โวได้พัฒนาไปมากดังนั้นเราอาจจะเห็นเซอร์โวระบบอนาล็อกบางตัวมีประสิทธิภาพดีกว่าเซอร์โวระบบดิจิตอลซึ่งนั่นก็แล้วแต่การเลือกใช้งานและราคาที่เหมาะสมกับเรา

Coreless & Brushless Servo Motors

   brush

  มอเตอร์ของเซอร์โว(ทั้งอนาล็อกและดิจิตอล)จะใช้มอเตอร์แบบ 3 pole ซึ่งในบางครั้งอาจจะเพิ่มได้ถึง 5 pole ซึ่งแน่นอนว่าจำนวน pole ที่มากขึ้นจะทำให้การตอบสนองทั้งอัตราเร่งและแรงบิดที่ดีขึ้น

Coreless Servo Motors:

 core

coreless

   โดยทั่วไปแล้ว มอเตอร์แบบ 3-pole จะมีแกนเหล็กซึ่งจะมีเส้นลวดทองแดงพันไว้รอบๆซึ่งแกนเหล็กนี้จะล้อมรอบด้วยแม่เหล็กถาวร  ดังนั้นในการเริ่มต้นหมุนของมอเตอร์แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายเข้าไปต้องทำให้เกิดแรงมากพอที่จะทำให้แกนเหล็กที่มีน้ำหนักนั้นหมุนยิ่งถ้าแกนมีน้ำหนักมากแรงที่ใช้ในการเริ่มต้นก็ต้องมากขึ้นด้วย และในทางกลับกันหากหยุดจ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับมอเตอร์แกนเหล็กก็ยังคงหมุนต่อไปอีกด้วยแรงเฉื่อยเนื่องจากน้ำหนักของแกนเหล็ก จึงกล่าวได้ว่าสำหรับเซอร์โวที่ใช้แกนเหล็กจะเริ่มหมุนได้ช้าและหยุดได้ช้า การใช้เซอร์โวแบบไม่มีแกนเหล็ก(Coreless)จึงได้เข้ามาแทนที่ปัญหานี้ด้วยการนำแกนเหล็กออกไปโดยใช้เส้นลวดทองแดงถักเป็นตาข่ายแล้วนำไปหมุนรอบแท่งแม่เหล็ก ในการออกแบบนี้ทำให้น้ำหนักของชุดที่หมุนมีน้ำหนักน้อยลงดังนั้นจึงสามารถเริ่มการหมุนได้เร็วและหยุดได้เร็วขึ้นหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีการตอบสนองที่เร็วขึ้นนั่นเอง

Brushless Servo Motors:

   ประโยชน์ของมอเตอร์ของเซอร์โวแบบไม่มีแปรงถ่าน(Brushless) ก็เช่นเดียวกับมอเตอร์ชนิดที่ไม่มีแปรงถ่านที่มีขนาดใหญ่ที่เราใช้กับเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ นั่นคือไม่มีแรงเสียดสีภายในที่เกิดจากแปรงถ่าน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยกว่า ใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า การตอบสนองและการทำงานราบเรียบดีกว่าชนิดใช้แปรงถ่าน

RC Servo Bearings, Metal Gears

Bearings:

   
baring
BallBearingServo

   เมื่อเราเลือกซื้อเซอร์โวเราจะสังเกตุคุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่ระบุไว้คือมีตลับลูกปืน(Bearing)อยู่ข้างในด้วยซึ่งปรกติจะมีอยู่ 1-2 อัน โดยตำแหน่งที่ติดตั้งของตลับลูกปืนคือบริเวณ output shaft ของเซอร์โวแทนที่ปลอกที่สวมไว้ไม่ให้สัมผัสกับเคสนั่นเอง
   ประโยชน์ของตลับลูกปืนที่อยู่ในเซอร์โวก็เช่นเดียวกันกับตลับลูกปืนที่ใช้ในเฮลิคอปเตอร์นั่นก็คือการลดแรงเสียดทานระหว่างส่วนที่หมุนได้กับส่วนที่อยู่กับที่ในที่นี้คือระหว่าง output shaft กับตัวเคสของเซอร์โว ยิ่งถ้าแขนของเซอร์โวรับแรงมากเท่าไหร่แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นเซอร์โวที่มีตลับลูกปืนอยู่ภายในจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานเซอร์โวที่ต้องรับแรงมากอีกทั้งยังช่วยลดการโกงงอของ output shaft ซึ่งเกิดจากโมเมนต์ของแรงที่กระทำกับ output shaft โดยมีจุดหมุนอยู่ที่บริเวณแกนหมุนสำผัสกับตัวเคสของเซอร์โวอีกด้วย ดังนั้นหากมีการใช้ตลับลูกปืนถึงสองอันแล้วนอกจากจะทำให้แรงเสียดทานบริเวณนั้นน้อยลงยังทำให้โมเมนต์ที่เกิดขึ้นมีปริมาณที่น้อยลงด้วย

Metal Gears & Metal Output Shafts:

   ชนิดของเฟืองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการเลือกเซอร์โวซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลักๆคือ

 nylon
Nylon หรือที่เรียกันว่าเฟืองพลาสติกซึ่งแน่นอนว่าความแข็งแรงนั้นค่อนข้างน้อยแต่ประโยชน์คือมีน้ำหนักน้อยทำให้ตอบสนองได้ไวกว่าเฟืองที่มีน้ำหนักมาก

metal2
Metal หรือที่เรียกกันว่าเฟืองโลหะซึ่งจะให้ความแข็งแรงที่มากกว่าแต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากและมีการตอบสนองช้ากว่าโลหะที่ใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นทองเหลืองแต่สำหรับเครื่องบินบางแบบที่ต้องการน้ำหนักเบาด้วยก็อาจจะทำจากไททาเนียม

nylonandmetal
Metal ½ หรือ Nylon ½ นั่นคือมีการผสมระหว่างเฟืองโลหะครึ่งหนึ่งและเฟืองพลาสติกครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นการเอาข้อดีของแต่ละแบบมาผสมกันแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โดยส่วนมากส่วนที่เป็นโลหะจะอยู่ด้านบนหรือส่วน output shaft

ต้วอย่างสเป็คของเซอร์โวค่าย Towerpro

 

 

Credit: ข้อมูลส่วนใหญ่มากจากเว็ปนี้ครับ www.rchelicopterfun.com และก็เว็ปอื่นๆอีกหลายส่วน

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ค่ะ


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

คอมเมนต์   

#59 Guest 2561-05-26 18:14
cool website http://www.pdfpoty.com/nec-manuals-download/
#58 Guest 2561-05-26 16:11
hacking free: https://www.trackmessenger.org/ - hacking fb messengertrack messenger, track messenger
#57 Guest 2561-05-24 03:27
hydra магазин: http://hydra18.biz - hydra зеркало, hydra center
#56 Guest 2561-05-23 17:09
program for hacking facebook online: https://www.fbtracker.org/ - How to read someone else's messages facebook, hack fb account
#55 Guest 2561-05-23 15:13
check location of map my phone: https://www.find-phone.online/ - track phone location, track phone location

สอบถาม ออนไลน์

LiveChat Help

เข้าสู่ระบบสมาชิก



ตรวจสอบการจัดส่ง

สมาชิกล่าสุด

  • mold91de1
  • nis42ar7
  • in72rdis1
  • snag35or4
  • bos75blog3

สถิติการเยี่ยมชม

278697
วันนี้
เมื่อวาน
อาทิตย์นี้
เดือนนี้
รวม
75
56
867
3223
278697

Your IP: 54.36.149.3

ทะเบียนการค้าพาณิชย์



เลือกอ่านบทความ

เว็บลิ้ง RC